Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

TPQI เดินหน้า THAILAND TOURISM SKILL LAB จังหวัดแพร่ ยกระดับนักเล่าเรื่องท้องถิ่น-ผู้ประกอบการอาหารชุมชน สู่การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างงานสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) หรือ TPQI ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย จัดอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” จังหวัดแพร่ มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการสร้างนักสื่อสารท้องถิ่น เพื่อยกระดับทักษะตามมาตรฐานอาชีพ และต่อยอดอัตลักษณ์พื้นที่สู่เส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ

(10-11 กรกฎาคม 2569) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) จัดอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี ดร.ณฐา จันทนู รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นประธานเปิดการอบรม โดยในวันที่ 10 กรกฎาคม มีคุณประภารัตน์ แต้กุล นายกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย จังหวัดแพร่  ในพระบรมราชินูปถัมป , คุณจีระพรรณ ตรีเทพชาญชัย และ สมาชิกสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย จังหวัดแพร่  ในพระบรมราชินูปถัมป์ ให้การต้อนรับ ณ นคราแกรนด์บอลรูม โรงแรมแพร่นครา จังหวัดแพร่ และในวันที่ 11 กรกฎาคม มีนายบรรพต รัตนเกตุ นายอำเภอหนองม่วงไข่, นายรัฐกานต์ จันทนู กำนัน ตำบลวังหลวง นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน 17 จังหวัดภาคเหนือ, นายอิทธิพล ก้อนแก้ว นายกอบต.วังหลวง, นายกันตะพงษ์ คำปุก นายกอบต.ทุ่งแต้ว, นายวัฒนา จินดามงคล เลขานายกอบต.น้ำรัด มาแทนนายชูรัตน์ ประทักษ์ใจ นายกอบต.น้ำรัด ให้การต้อนรับ ณ หอประชุมอำเภอหนองม่วงไข่ อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ 

ดร.ณฐา จันทนู ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งการสร้างรายได้ การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ชุมชน ตลอดจนการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

“ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว เทคโนโลยีดิจิทัล และการแข่งขันในระดับนานาชาติ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพจึงดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่เป้าหมาย 10 จังหวัดทั่วประเทศ โดยจังหวัดแพร่เป็นหนึ่งในจังหวัดเมืองน่าเที่ยวที่ได้รับการคัดเลือก เนื่องจากมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว ศิลปะ วัฒนธรรม วิถีชีวิต อาหาร และงานหัตถกรรม ซึ่งล้วนเป็นจุดเด่นที่มีศักยภาพและควรได้รับการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม

“จังหวัดแพร่มีเสน่ห์และมีศักยภาพไม่เป็นรองใคร โครงการนี้จึงมุ่งพัฒนาคนในพื้นที่ให้สามารถนำต้นทุนที่มีอยู่มาต่อยอด ทั้งในด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การออกแบบกิจกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการสื่อสารการตลาด”

กลุ่มเป้าหมายของโครงการประกอบด้วยผู้ประกอบการ กลุ่มสตรีและนักธุรกิจหญิง ผู้นำท้องถิ่น หอการค้า และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่ โดยมีภาคีเครือข่าย เช่น ธนาคารออมสิน และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME D Bank เข้ามาร่วมสนับสนุนและต่อยอดองค์ความรู้ รวมถึงโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ

อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการพัฒนานักสื่อสารหรือนักเล่าเรื่องท้องถิ่นในรูปแบบ Influencer, KOL และ KOC ให้สามารถถ่ายทอดเรื่องราว คุณค่า และอัตลักษณ์ของจังหวัดแพร่ผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย

“คนในพื้นที่คือผู้ที่รู้จักบ้านของตนเองดีที่สุด การสร้างนักเล่าเรื่องท้องถิ่นจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการยกระดับการท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่ เมื่อได้รับการพัฒนาทักษะด้านการเล่าเรื่อง การผลิตสื่อ และการสื่อสารการตลาด ก็จะสามารถนำเสนอเสน่ห์ของพื้นที่ให้เข้าถึงนักท่องเที่ยวได้อย่างน่าสนใจมากยิ่งขึ้น”

การพัฒนาบุคลากรภายใต้โครงการยังดำเนินควบคู่กับการต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดแพร่ เช่น น้ำพริกน้ำย้อย ผ้าหม้อห้อม และงานหัตถกรรมต่าง ๆ เพื่อให้บุคลากร เรื่องราว ผลิตภัณฑ์ และกิจกรรมการท่องเที่ยวสามารถขับเคลื่อนไปพร้อมกัน และสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการและชุมชนอย่างเป็นระบบ

“เราเชื่อว่าทักษะของคนสามารถพัฒนาและต่อยอดได้อย่างต่อเนื่อง ผู้เข้าร่วมการฝึกอบรมจะได้รับใบประกาศนียบัตร ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดสู่กระบวนการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพได้ในอนาคต ช่วยให้แต่ละคนมองเห็นเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพของตนเองได้ชัดเจนขึ้น”

ดร.ณฐา กล่าวทิ้งท้ายว่า สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนบนฐานสมรรถนะ โดยมุ่งให้ประชาชนและผู้ประกอบอาชีพมีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ สามารถนำไปใช้สร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและชุมชน

“หวังว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะสามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวของจังหวัดแพร่ สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่า และร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชุมชนให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” ดร.ณฐา กล่าว

สำหรับกิจกรรมวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 จัดขึ้น ณ นคราแกรนด์บอลรูม โรงแรมแพร่นครา จังหวัดแพร่ ได้รับความร่วมมือจากสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทย จังหวัดแพร่ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ และภาคีเครือข่ายนักธุรกิจจังหวัดแพร่ มุ่งเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชน (Cultural & Community-Based Tourism)  โดยเฉพาะเรื่องราวประวัติศาสตร์เมืองเก่า สถาปัตยกรรมคุ้มเจ้าหลวง งานหัตถกรรมพื้นบ้าน เช่น ผ้าหม้อฮ่อม ตลอดจนเรื่องเล่า ความเชื่อ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดแพร่ในฐานะ “ประตูสู่ล้านนาตะวันออก”

การอบรมในวันดังกล่าวเป็นหลักสูตรสาขาการจัดการการท่องเที่ยวในท้องถิ่น อาชีพนักเล่าเรื่องท้องถิ่น ระดับ 5 มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 100 คน ประกอบด้วยตัวแทนจากกลุ่มผู้ประกอบการ นักธุรกิจ และผู้ที่ให้ความสนใจในพื้นที่ โดยมีการบรรยายในหัวข้อ “เล่าเรื่องท้องถิ่นอย่างไรให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม” “เทคนิคดึงดูดใจนักท่องเที่ยวด้วยการเล่าเรื่องบนโลกออนไลน์” และ “การสร้างคอนเทนต์เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นบนโลกออนไลน์อย่างชาญฉลาด” ในรูปแบบ Workshop & Presentation เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการสื่อสารเรื่องราวของชุมชนได้อย่างน่าสนใจและสอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคดิจิทัล

ต่อเนื่องในวันที่ 11 กรกฎาคม 2569 จัดขึ้น ณ หอประชุมอำเภอหนองม่วงไข่ อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอาหารท้องถิ่น และการต่อยอดวัตถุดิบ ภูมิปัญญา และเสน่ห์ของชุมชนให้กลายเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงอาหารที่มีคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว และช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่คนในพื้นที่

โดยอบรมในหลักสูตรสาขาการจัดการการท่องเที่ยวในท้องถิ่น อาชีพผู้ประกอบการอาหารท้องถิ่น ระดับ 5 มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 120 คน ประกอบด้วยตัวแทนจากชุมชนในพื้นที่ตำบลทุ่งแค้ว ตำบลน้ำรัด และตำบลวังหลวง อำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ โดยมีกิจกรรมบรรยายในหัวข้อ “มาตรฐานอาหารท้องถิ่นสู่ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว” “การสร้างประสบการณ์อาหารท้องถิ่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว” และ “1 Gastronomy Experience” ของชุมชนตนเอง ในรูปแบบ Workshop & Presentation เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถออกแบบประสบการณ์อาหารท้องถิ่นที่สะท้อนอัตลักษณ์ชุมชน โดยเลือกทำเมนู “หยกสยาม” ปอเปี๊ยะอั่วไก่ เลือกใช้วัตถุดิบธรรมชาติ คัดสรรพิเศษจากในท้องถิ่น เป็นอาหารว่างที่ทำได้ง่าย ขั้นตอนไม่ซับซ้อน เมื่อทอดเรียบร้อยจะมีสีเหลืองทอง กรอบ รสชาติอร่อย และนำไปต่อยอดเป็นอาหารท้องถิ่น สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวและชุมชนได้

ภายหลังเสร็จสิ้นการอบรมในแต่ละวัน ดร.ณฐา จันทนู รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ได้มอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้เข้ารับการอบรม เพื่อเป็นการรับรองการเข้าร่วมกิจกรรมและส่งเสริมให้ผู้ผ่านการอบรมนำความรู้ ทักษะ และแนวทางตามมาตรฐานอาชีพไปปรับใช้ในการพัฒนางานด้านการท่องเที่ยวของชุมชนต่อไป 

สำหรับอำเภอหนองม่วงไข่ จังหวัดแพร่ มีความโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ วิถีชีวิต และศิลปะท้องถิ่น โดยเฉพาะพื้นที่ “3 ตำบล 3 เสน่ห์ แห่งหนองม่วงไข่” ได้แก่ ตำบลทุ่งแค้ว ตำบลน้ำรัด และตำบลวังหลวง ที่ต่างมีจุดเด่นน่าสนใจด้านธรรมชาติ เกษตรกรรม ศิลปะ งานช่างพื้นถิ่น และวิถีชีวิตชุมชน ที่แตกต่างกัน ดังนี้

ตำบลทุ่งแค้ว มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เหมาะสำหรับการพักผ่อนและท่องเที่ยวแบบ Slow Life เรียนรู้วิถีเกษตรและชุมชนชนบท เช่น อ่างเก็บน้ำห้วยยอย จุดพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ เหมาะสำหรับชมวิว ถ่ายภาพ พักผ่อน และชมพระอาทิตย์ตก บรรยากาศเงียบสงบ มีพื้นที่รับน้ำกว่า 200 ไร่ เป็นแหล่งน้ำสำคัญของชุมชน และวัดทุ่งแค้ว วัดเก่าแก่ประจำตำบล เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน และเป็นสถานที่จัดงานประเพณีสำคัญตลอดปี

ตำบลน้ำรัด เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีทัศนียภาพสวยงาม เหมาะสำหรับพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Agri Tourism) วิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้าน สัมผัสวัฒนธรรมล้านนาและอาหารพื้นเมือง มีศักยภาพในการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงชุมชน เช่น ปั่นจักรยาน ศึกษาธรรมชาติ และเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เหมาะกับนักท่องเที่ยวสายเรียนรู้และพักผ่อน

ตำบลวังหลวง มีแหล่งท่องเที่ยวแนววิถีชีวิต ศิลปะ และธรรมชาติใกล้ตัวเมืองแพร่ เหมาะสำหรับท่องเที่ยวแบบครอบครัว ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนผ่านการท่องเที่ยว เช่น ถนนแมววังหลวง สตรีทอาร์ตกำแพงเพ้นท์รูปแมวหลากหลายสไตล์ และมักมีการจัดตลาดชุมชนในบริเวณนี้, บ้านสล่าเฮือนคำแสน (แกลเลอรี่คำแสน) หอศิลป์ขนาดเล็กที่จัดแสดงงานแกะสลักพุทธศิลป์และงานไม้สักอันงดงามโดยช่างฝีมือท้องถิ่น, หอศิลป์กำนันอรรถ แหล่งรวบรวมงานสิ่วและงานแกะสลักไม้หลากหลายรูปแบบ ทั้งพุทธศิลป์และการตกแต่งบ้านอ่าง, เก็บน้ำ/ฝายน้ำล้น (Amazing Waungluang) ช่วงฤดูแล้งจะมีหาดทรายกว้าง บรรยากาศร่มรื่น เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจ

การขับเคลื่อน THAILAND TOURISM SKILL LAB ในพื้นที่จังหวัดแพร่ครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการอบรมเพื่อเพิ่มพูนทักษะเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้ผู้ประกอบการ ชุมชน และนักสื่อสารท้องถิ่น สามารถนำอัตลักษณ์ของพื้นที่ ทั้งเรื่องเล่า อาหาร วิถีชีวิต ศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปต่อยอดสู่เส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถของการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้โครงการฯ จะดำเนินการในพื้นที่เป้าหมายที่เป็นชุมชนท้องถิ่นตามเส้นทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง รวม 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดแพร่ จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดภูเก็ต จังหวัดจันทบุรี จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งเป้าผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1,000 คน

Delta Compressor ต่อยอดเครื่องผลิตไนโตรเจนอุตสาหกรรม ช่วยโรงงานผลิตใช้เอง ลดต้นทุนสูงสุด 80% พร้อมเชื่อม Delta Smart Application มอนิเตอร์การทำงานเรียลไทม์เจ้าแรกในไทย

     Delta Compressor เดินหน้าต่อยอดเทคโนโลยีเครื่องจักรอุตสาหกรรมสู่ระบบเครื่องผลิตไนโตรเจน ชูจุดแข็งช่วยโรงงานผลิตไนโตรเจนใช้เอง ลดต้นทุนจากการซื้อไนโตรเจนภายนอก พร้อมเป็นเจ้าแรกในไทยที่มีระบบติดตามการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนแบบเรียลไทม์ผ่าน Delta Smart Application เช่นเดียวกับระบบมอนิเตอร์เครื่องปั๊มลมที่บริษัทพัฒนามาก่อนหน้า ช่วยให้โรงงานตรวจสอบสถานะการทำงานได้ตลอดเวลา เพิ่มความมั่นใจด้านประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า และความปลอดภัยในระยะยาว

     นายธวัชชัย อัฐปัน กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด เปิดเผยว่า เครื่องผลิตไนโตรเจนเป็นหนึ่งในระบบสนับสนุนสำคัญของโรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องสำอาง งานโลหะ งานเหล็ก รวมถึงอุตสาหกรรมพลังงานและการขนส่งน้ำมัน เนื่องจากไนโตรเจนเป็นก๊าซที่มีบทบาทสำคัญทั้งในด้านคุณภาพสินค้า กระบวนการผลิต และความปลอดภัย

     สำหรับโรงงานที่ต้องใช้ไนโตรเจนอย่างต่อเนื่อง การผลิตไนโตรเจนใช้เองถือเป็นทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการซื้อไนโตรเจนจากภายนอก โดยทั่วไปต้นทุนการซื้อไนโตรเจนอาจอยู่ที่ประมาณ 15-20 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่การผลิตใช้เองด้วยเครื่องผลิตไนโตรเจนของเดลต้าอาจลดต้นทุนเหลือประมาณ 5 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ทำให้โรงงานขนาดเล็กสามารถประหยัดต้นทุนได้สูงสุดประมาณ 80% และโรงงานขนาดใหญ่ประหยัดได้ประมาณ 60-65%

     “การผลิตไนโตรเจนใช้เองไม่เพียงช่วยลดต้นทุนต่อลูกบาศก์เมตร แต่ยังช่วยให้โรงงานควบคุมปริมาณการใช้งานได้ดีขึ้น ลดการพึ่งพาการจัดส่งจากภายนอก และเพิ่มความต่อเนื่องให้กับกระบวนการผลิต โดยเฉพาะโรงงานที่มีความต้องการใช้ไนโตรเจนเป็นประจำในสายการผลิต” นายธวัชชัยกล่าว

     หลักการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนจะทำงานร่วมกับเครื่องปั๊มลม โดยเครื่องปั๊มลมทำหน้าที่ดูดอากาศเข้าสู่ระบบ ซึ่งในอากาศมีไนโตรเจนอยู่ประมาณ 78-80% จากนั้นเครื่องผลิตไนโตรเจนจะแยกออกซิเจนและก๊าซอื่น ๆ ออก เพื่อให้ได้ไนโตรเจนสำหรับนำไปใช้ในกระบวนการผลิตของโรงงาน

     ด้านนายพัชร์พล พชรวรณวิชญ์ กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด กล่าวว่า ไนโตรเจนมีคุณสมบัติเป็นก๊าซเฉื่อย ไม่ทำปฏิกิริยากับธาตุอื่นได้ง่าย จึงถูกนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมอาหารที่ใช้ไนโตรเจนเพื่อลดการสัมผัสกับออกซิเจน ช่วยชะลอปฏิกิริยาออกซิเดชันและยืดอายุสินค้า งานโลหะและงานเหล็กที่ใช้ไนโตรเจนเพื่อลดการเกิดสนิม รวมถึงระบบขนส่งน้ำมันที่ต้องควบคุมความเสี่ยงจากออกซิเจน

     “เครื่องผลิตไนโตรเจนไม่ใช่เพียงการติดตั้งเครื่องจักรหนึ่งเครื่อง แต่ต้องอาศัยการออกแบบทั้งระบบให้เหมาะกับการใช้งานจริงของแต่ละโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณการใช้ คุณภาพของไนโตรเจน ความต่อเนื่องของระบบ และความปลอดภัย ซึ่งเป็นจุดที่เดลต้ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญมาอย่างต่อเนื่อง เดลต้าจึงให้ความสำคัญกับ Engineering Design ตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย เพื่อให้ลูกค้าได้ระบบที่ใช้งานได้จริง คุ้มค่า และปลอดภัยในระยะยาว” นายพัชร์พลกล่าว

     อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของเครื่องผลิตไนโตรเจนจาก Delta Compressor คือการเชื่อมต่อกับ Delta Smart Application ซึ่งช่วยให้ลูกค้าและทีมช่างของเดลต้าสามารถติดตามสถานะการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนได้แบบเรียลไทม์ ทั้งการตรวจสอบสถานะการทำงาน การแจ้งเตือนความผิดปกติ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการดูแลบำรุงรักษา ช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดการณ์ล่วงหน้า

     “เดลต้าเป็นเจ้าแรกในไทยที่พัฒนาระบบติดตามการทำงานของเครื่องผลิตไนโตรเจนแบบเรียลไทม์ได้จริงผ่าน Delta Smart Application ทำให้ลูกค้าไม่ได้เพียงซื้อเครื่องผลิตไนโตรเจนไปใช้งาน แต่ยังมีระบบที่ช่วยดูแล ตรวจสอบ และเพิ่มความมั่นใจให้กับการผลิตในทุกวัน” นายธวัชชัยกล่าว

    “เดลต้าให้ความสำคัญกับการออกแบบทางวิศวกรรมเป็นพิเศษ เพื่อให้เครื่องผลิตไนโตรเจนสามารถทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพ เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของโรงงาน และรองรับการใช้งานในระยะยาว” นายพัชร์พลกล่าวทิ้งท้าย

Delta Compressor เดินหน้าปฏิวัติเครื่องปั๊มลมอุตสาหกรรม ชู “Delta Smart Application” ระบบติดตามเรียลไทม์เจ้าแรกในไทย เตรียมต่อยอด AI Chatbot ยกระดับโรงงานสู่ยุคดิจิทัล

     Delta Compressor เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปั๊มลมอุตสาหกรรม รับเทรนด์โรงงานยุคดิจิทัล เปิดเกมรุกผ่าน “Delta Smart Application” แอปพลิเคชันติดตามการทำงานเครื่องปั๊มลมแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความเสี่ยงเครื่องจักรหยุดทำงานกะทันหัน พร้อมยกระดับบริการหลังการขายด้วยระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ ล่าสุดเตรียมต่อยอดสู่ AI Chatbot เพื่อช่วยวิเคราะห์อาการเบื้องต้น และเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการลูกค้าในอนาคต

     นายพัชร์พล พชรวรณวิชญ์ กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด เปิดเผยว่า เครื่องปั๊มลมถือเป็นหัวใจสำคัญของโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากทำหน้าที่สร้างแรงดันลมเพื่อขับเคลื่อนระบบการผลิต หากเครื่องปั๊มลมหยุดทำงาน ย่อมส่งผลกระทบต่อเครื่องจักรในสายการผลิตทั้งหมด และอาจสร้างความเสียหายต่อกระบวนการผลิตของโรงงานในวงกว้าง

     ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เดลต้าในฐานะผู้ให้บริการด้านการพัฒนา ติดตั้ง และดูแลระบบเครื่องปั๊มลมอุตสาหกรรม ได้มีโอกาสผลิตและติดตั้งเครื่องปั๊มลมขนาดใหญ่ให้กับบริษัทชั้นนำ รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศไทยหลายแห่ง โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานที่มีระบบการผลิตต่อเนื่องและต้องใช้ลมอัดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตขนาดใหญ่ ทำให้บริษัทเข้าใจถึงความสำคัญของความเสถียรในการดำเนินงานของโรงงานเป็นอย่างดี เครื่องปั๊มลมในกลุ่มนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สนับสนุนการทำงาน แต่เป็นหนึ่งในระบบสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุน ประสิทธิภาพ และความต่อเนื่องของสายการผลิต

     จากประสบการณ์ดังกล่าว  บริษัทฯ พบว่า ปัญหาใหญ่ที่หลายโรงงานเผชิญคือ เครื่องปั๊มลมเกิดความเสียหายโดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ส่งผลให้สายการผลิตหยุดชะงักและเกิดต้นทุนแฝงจำนวนมาก ทั้งด้านเวลา การซ่อมบำรุง และโอกาสทางธุรกิจที่สูญเสียไป ทำให้บริษัทเริ่มพัฒนาระบบติดตามการทำงานของเครื่องปั๊มลมแบบออนไลน์ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถมองเห็นสถานะการทำงานของเครื่องจักรได้ตลอดเวลา และลดความเสี่ยงก่อนเกิดปัญหาจริง

     “เราอยากเปลี่ยนมุมมองของเครื่องปั๊มลม จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องจักรผลิตลม ให้กลายเป็นเครื่องจักรอัจฉริยะที่สามารถสื่อสารข้อมูลกับผู้ใช้งานได้แบบเรียลไทม์ และช่วยให้โรงงานบริหารจัดการพลังงานและระบบการผลิตได้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งในช่วงแรกบริษัทฯ พัฒนาระบบติดตามผ่านเว็บไซต์ก่อน แต่พบว่ายังไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าในโรงงานที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลรวดเร็วผ่านมือถือ จึงเป็นที่มาของการพัฒนา “Delta Smart Application” ที่สามารถใช้งานบนมือถือได้ ช่วยให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบข้อมูลเครื่องปั๊มลมได้สะดวกมากขึ้นแบบเรียลไทม์” นายพัชร์พลกล่าว

     ด้านนายธวัชชัย อัฐปัน กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบัน Delta Smart Application เปิดให้บริการเข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าในภาคอุตสาหกรรม โดยมีลูกค้าใช้งานประมาณ 60 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่จำนวนเครื่องปั๊มลมที่เชื่อมต่อกับระบบมีราว 200 เครื่อง เนื่องจากหลายโรงงานติดตั้งเครื่องปั๊มลมหลายเครื่องภายในระบบการผลิตเดียวกัน

     สำหรับระบบการทำงานของ Delta Smart Application แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ “Delta Smart Visions” สำหรับติดตามและมอนิเตอร์การทำงานของเครื่องปั๊มลม และ “Delta Smart Service” สำหรับบริหารจัดการบริการหลังการขาย โดยทั้งลูกค้าและทีมช่างของบริษัทสามารถเห็นข้อมูลชุดเดียวกันแบบเรียลไทม์ โดยภายในระบบ ลูกค้าสามารถตรวจสอบข้อมูลสำคัญของเครื่องปั๊มลมได้อย่างครบถ้วน ทั้งสถานะการทำงาน อุณหภูมิ การใช้ไฟฟ้า ความดัน ชั่วโมงการทำงาน รวมถึงกราฟแสดงผลย้อนหลัง เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์รูปแบบการใช้งานและวางแผนบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ระบบยังรองรับการแจ้งเตือน รวมถึงการติดตามประวัติการเข้าบริการของทีมช่าง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบ ซ่อมบำรุง หรือเปลี่ยนอะไหล่ พร้อมภาพถ่ายก่อนและหลังการให้บริการ ทำให้ข้อมูลทั้งหมดถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบตลอดอายุการใช้งานของเครื่องจักร

     “จุดสำคัญคือ ลูกค้าและทีมช่างของ Delta จะเห็นข้อมูลเดียวกันพร้อมกันแบบเรียลไทม์ บางครั้งทีมช่างสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ก่อนลูกค้าด้วยซ้ำ ทำให้สามารถติดต่อเข้าแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้น ลดโอกาสที่เครื่องจักรจะหยุดทำงานกะทันหัน และจุดเด่นสำคัญของ Delta Smart Application คือ การนำข้อมูลจากเครื่องจักรมาวิเคราะห์แนวโน้มและคาดการณ์ความผิดปกติล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรงงานอุตสาหกรรมในยุคที่ทุกวินาทีของการผลิตมีต้นทุน” นายพัชร์พลกล่าว

     “Delta เป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่คิดและพัฒนาระบบติดตามการทำงานเครื่องปั๊มลมแบบเรียลไทม์ได้จริง แตกต่างจากแอปพลิเคชันทั่วไปที่เป็นเพียงช่องทางให้ข้อมูลสินค้า และเรากำลังพัฒนา AI และ Chatbot เพื่อเข้ามาช่วยตอบคำถามด้านบริการลูกค้า รวมถึงเพิ่มความสามารถด้านการคาดการณ์ความผิดปกติของเครื่องจักร ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ในเร็ว ๆ นี้” นายธวัชชัยกล่าว

     “เป้าหมายของ Delta Compressor ไม่ใช่แค่การขายเครื่องจักร แต่คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเปลี่ยนโลกของเครื่องปั๊มลมแบบเดิม ให้กลายเป็นเครื่องจักรยุคใหม่ที่สามารถสื่อสาร วิเคราะห์ และช่วยให้โรงงานก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมต่อยอดสู่การเป็นผู้นำด้านเครื่องปั๊มลมในประเทศไทย และขยายสู่ระดับเอเชียในอนาคต” นายพัชร์พลกล่าวปิดท้าย

"TPQ!" ผนึกภาคีเครือข่าย จัดอบรม "พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว" THAILAND TOURISM SKILL LAB "ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมกักษะด้านการท่องเกี่ยว" ยกระดับสมรรถนะบุคลากรในจังหวัดร้อยเอ็ด เน้นทักษะบริการ เล่าเรื่อง เชื่อมทุนวัฒนธรรมสู่เส้นทางท่องเที่ยวคุ

“สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)” ผนึกกำลังหน่วยงานภาคีเครือข่าย เปิดโครงการอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” จังหวัดร้อยเอ็ด ติวเข้ม 2 วันติด ยกระดับสมรรถนะบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในชุมชน ชูทักษะการบริการ-เล่าเรื่อง เชื่อมทุนวัฒนธรรมสู่เส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ

“สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)” หรือ “TPQI” ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย จัดอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” จังหวัดร้อยเอ็ด มุ่งพัฒนาผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการสร้างนักสื่อสารท้องถิ่น ตั้งเป้าขับเคลื่อนกิจกรรมครอบคลุม 10 จังหวัดเป้าหมายใน 4 ภูมิภาค รวมผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1,000 คน เพื่อยกระดับทักษะตามมาตรฐานอาชีพ และต่อยอดอัตลักษณ์พื้นที่สู่เส้นทางท่องเที่ยวคุณภาพ

(14-15 มิถุนายน 2569) สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) จัดอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” ภายใต้ชื่อ THAILAND TOURISM SKILL LAB “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี ดร.ณฐา จันทนู รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นประธานเปิดงาน และ นายพิริยพงศ์ แจ้งเจนเวทย์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสถานประกอบการและการอบรมด้วยระบบคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวรายงานและชี้แจงวัตถุประสงค์โครงการฯ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งศรีเมือง อำเภอสุวรรณภูมิ และมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด

กิจกรรมทั้ง 2 วัน จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับสมรรถนะบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยเฉพาะผู้ประกอบการ ชุมชนท้องถิ่น และผู้มีบทบาทในเส้นทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง ให้มีทักษะสอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ สามารถพัฒนาสินค้า บริการ ประสบการณ์ท่องเที่ยว และการสื่อสารอัตลักษณ์ของพื้นที่ให้ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่

นายพิริยพงศ์ แจ้งเจนเวทย์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสถานประกอบการและการอบรมด้วยระบบคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ชุมชน รวมถึงส่งเสริมการอนุรักษ์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมถึงอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ให้เกิดมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน

การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการสร้าง Influencer/KOL ด้านการท่องเที่ยว/ด้านการจัดการความยั่งยืน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวด้านอาหาร การเล่าเรื่องท้องถิ่น การออกแบบกิจกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการสื่อสารการตลาด ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ช่วยให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับพื้นที่ตำบลทุ่งศรีเมืองและพื้นที่ใกล้เคียงในอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีจุดเด่นด้านการผสมผสานเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และธรรมชาติเชิงเกษตร ส่วนพื้นที่อำเภอเสลภูมิ ทุ่งเขาหลวง โพนทอง และธวัชบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงจังหวัดร้อยเอ็ด มีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย ทั้งวัด โบราณสถานประวัติศาสตร์ ธรรมชาติที่สวยงาม และวิถีชีวิตชาวอีสาน โดดเด่นด้วยแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สวยงาม และมีแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่

“ทั้งสองพื้นที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวคุณภาพสูง และคุณสมบัติตรงตามเป้าหมายของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ อีกทั้งยังมีชุมชนเข้มแข็ง มีการรวมกลุ่มอาชีพที่แข็งแกร่ง ช่วยสร้างรายได้ และพัฒนาศักยภาพคนในพื้นที่ให้สามารถพึ่งพาเศรษฐกิจของตนเองได้” นายพิริยพงศ์ กล่าว

ด้าน ดร.ณฐา จันทนู รองผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งพฤติกรรมนักท่องเที่ยว เทคโนโลยีดิจิทัล และการแข่งขันในระดับนานาชาติ การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.ณฐา กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น อาหาร ศิลปะ ประเพณี และวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ การพัฒนาบุคลากรให้มีองค์ความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพ จึงเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนบนฐานสมรรถนะ โดยมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ประกอบอาชีพสามารถพัฒนาตนเองตามมาตรฐานอาชีพ มีเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจน และสามารถนำความรู้ความสามารถไปสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของตนเองและชุมชนต่อไป

“สุดท้ายนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกท่านจะได้รับองค์ความรู้ แนวคิด และประสบการณ์ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวของพื้นที่ สร้างสรรค์ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่า และร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน” ดร.ณฐา กล่าวทิ้งท้าย

กิจกรรมในวันแรก (14 มิถุนายน) เป็นการอบรมหลักสูตรสาขาการจัดการการท่องเที่ยวในท้องถิ่น อาชีพนักเล่าเรื่องท้องถิ่น ระดับ 5 ณ องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่งศรีเมือง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีเป้าหมายเพื่อพัฒนากําลังคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในตลาดโลก โดยใช้มาตรฐานอาชีพในสาขาวิชาชีพการท่องเที่ยว การโรงแรม ภัตตาคาร และร้านอาหารของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) เป็นกรอบแนวทางในการดําเนินงาน โดยมีตัวแทนจากชุมชนในพื้นที่ตำบลทุ่งศรีเมืองเข้าร่วมจำนวน 100 คน มีการบรรยายในหัวข้อ “เล่าเรื่องท้องถิ่นอย่างไรให้เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม” และ “ดูแลนักท่องเที่ยวให้ประทับใจและปลอดภัยในชุมชน” นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Storytelling เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่น ผ่าน Workshop การทำเครื่องดื่มท้องถิ่น และมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม

กิจกรรมวันที่สอง (15 มิถุนายน) เป็นการอบรมหลักสูตรสาขาวิชาชีพการท่องเที่ยว การโรงแรม ภัตตาคาร และร้านอาหาร สาขาการจัดการการท่องเที่ยวในท้องถิ่น อาชีพผู้ประกอบการอาหารท้องถิ่น ระดับ 5 ประกอบด้วยตัวแทนจากชุมชนในพื้นที่อำเภอเสลภูมิ ทุ่งเขาหลวง โพนทอง และธวัชบุรี จำนวนทั้งสิ้น 100 คน มีการบรรยายหัวข้อ “มาตรฐานอาหารท้องถิ่นสู่ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว” และ “การจัดการสถานที่ประกอบอาหารตามหลักสุขาภิบาลอาหารต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว” นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม “การออกแบบประสบการณ์อาหารท้องถิ่นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว” ในรูปแบบ Workshop & Presentation และมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม

สำหรับโครงการอบรม “พัฒนาศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว” มุ่งนำเสนอผ่านภาพจำของ THAILAND TOURISM SKILL LAB หรือ “ห้องปฏิบัติการฝึกอบรมทักษะด้านการท่องเที่ยว” โดยใช้พื้นที่ชุมชนท่องเที่ยวเป็นห้องเรียนจริง ให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ทดลองออกแบบประสบการณ์ท่องเที่ยว และต่อยอดทรัพยากรในพื้นที่ให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่มีคุณค่า

เป้าหมายสำคัญของโครงการฯ คือการพัฒนาผู้ประกอบการและชุมชนให้มีทักษะตามมาตรฐานอาชีพด้านการท่องเที่ยว ครอบคลุมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร สุขภาพ วัฒนธรรม และความยั่งยืน พร้อมพัฒนาผู้สื่อสารท้องถิ่นที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนได้จากพื้นที่จริง เพื่อให้ชุมชนนำทักษะด้านการบริการ การเล่าเรื่อง อาหารท้องถิ่น และการสื่อสารอัตลักษณ์พื้นที่ ไปต่อยอดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ โครงการฯ ได้กำหนดแผนออกพื้นที่ดำเนินงานครอบคลุม 10 พื้นที่ ใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดแพร่ จังหวัดอุตรดิตถ์ จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดภูเก็ต จังหวัดจันทบุรี จังหวัดขอนแก่น และ จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 1,000 คน ภายใต้ความร่วมมือระหว่างภาคีด้านการท่องเที่ยว ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และชุมชนในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน

จาก AI Passport สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI โอกาสในการสร้างขีดความสามารถ ระยะยาวของ ประเทศไทย

ท่ามกลางการผลักดันนโยบายและโครงการด้าน AI ของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI

การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึง AI เป็นก้าวสำคัญที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพราะ AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการทำงาน การเรียนรู้ และการเพิ่มผลิตภาพในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา หรือภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม เมื่อ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก บทบาทของ AI ก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตอบคำถามหรือสร้างเนื้อหาอีกต่อไป

ผู้ให้บริการ AI รายใหญ่กำลังพัฒนา AI Agent และบริการรูปแบบใหม่ที่สามารถค้นหา วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และดำเนินการแทนผู้ใช้งานได้โดยตรง ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มใช้ AI เป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาข้อมูล วางแผน ตัดสินใจ และเข้าถึงบริการต่าง ๆ

ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสินค้าและบริการ การวางแผนการท่องเที่ยว การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ หรือการติดต่อบริการภาครัฐ  ดังนั้น ในการขับเคลื่อน AI ระดับประเทศ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า

“คนไทยเข้าถึง AI แล้วหรือยัง”

แต่คือ

“ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะให้ข้อมูล บริการ และผู้ประกอบการไทย ถูกค้นพบและเข้าถึงผ่าน AI”

ตัวอย่างเช่น นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอาจใช้ AI Assistant เพื่อค้นหาโรงแรม ร้านอาหาร กิจกรรม หรือชุมชนท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยไม่เคยเข้าเว็บไซต์ของผู้ประกอบการโดยตรงเลย

หากข้อมูลและบริการของไทยไม่สามารถเข้าถึงได้ผ่านระบบ AI เหล่านี้ โอกาสในการถูกค้นพบ เข้าถึง และสร้างรายได้จากผู้ใช้งานทั่วโลกก็อาจลดลงตามไปด้วย

4 ด้านสำคัญที่การลงทุนด้าน AI ควรครอบคลุม

1. การเข้าถึง AI และการพัฒนาทักษะของประชาชน

การลงทุนด้าน AI ควรช่วยให้ประชาชน นักเรียน ครู ข้าราชการ และผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้อย่างทั่วถึง ตั้งแต่การใช้งาน AI ทั่วไป เครื่องมือสำหรับนักพัฒนา, API ไปจนถึง AI Agent ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับทักษะ AI ของคนไทย เพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี และสร้างความพร้อมให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปใช้ในการเรียนรู้ การทำงาน และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

2. การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับชาติ

นอกเหนือจากการส่งเสริมการใช้งาน ประเทศไทยควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานกลางที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูล บริการภาครัฐ และผู้ประกอบการไทย เข้าสู่ระบบนิเวศ AI ระดับโลก

การลงทุนในส่วนนี้อาจครอบคลุมการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางสำหรับการเชื่อมต่อข้อมูลและบริการ การกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อข้อมูลภาครัฐ ระบบพิสูจน์ตัวตนและการให้สิทธิ์ กลไกคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และระบบกำกับดูแลการใช้งานข้อมูลอย่างโปร่งใส

แนวคิดนี้ไม่ใช่การสร้าง AI ของไทยขึ้นมาแข่งขันกับผู้ให้บริการระดับโลก แต่เป็นการสร้างรากฐานที่ทำให้ข้อมูล บริการ และผู้ประกอบการไทย สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม AI ต่าง ๆ ได้ในอนาคต

ตัวอย่างเช่น ข้อมูลการท่องเที่ยวไทยสามารถถูกเข้าถึงผ่าน AI ได้อย่างเป็นทางการ ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถถูกค้นพบผ่านแพลตฟอร์ม AI ระดับโลก บริการภาครัฐสามารถเชื่อมต่อกับ AI Assistant ได้ในอนาคต และข้อมูลหรือบริการของไทยสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานทั่วโลกผ่านช่องทาง AI ที่พวกเขาใช้งานอยู่แล้ว

ผลลัพธ์ที่ประเทศได้รับจึงไม่ใช่เพียงระบบเทคโนโลยีใหม่ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สามารถสร้างมูลค่าและรองรับการพัฒนาในระยะยาว

3. การใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ

การลงทุนด้าน AI ควรมุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้ ไม่ใช่เพียงการสร้าง Chatbot หรือโครงการนำร่องเพื่อสาธิตเทคโนโลยี

การลงทุนอาจอยู่ในรูปแบบของโครงการนำร่องระดับประเทศ ศูนย์สนับสนุนการนำ AI ไปใช้ในภาคธุรกิจ การพัฒนา AI Agent และ Workflow Automation ตลอดจนการสร้าง Shared AI Services และ Industry Sandbox สำหรับภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ

เป้าหมายสำคัญคือการช่วยให้ภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศสามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างรายได้ใหม่  ตัวอย่างเช่น

- ภาค SME ใช้ AI ด้านการขาย การตลาด การบริหารลูกค้า การจัดการสินค้า และงานเอกสารธุรกิจ

- ภาคการท่องเที่ยว ใช้ AI เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เชื่อมโยงผู้ประกอบการ และนำเสนอข้อมูลท่องเที่ยวไทยสู่ผู้ใช้งานทั่วโลก

- ภาคการเกษตร ใช้ AI วิเคราะห์สภาพอากาศ ผลผลิต ราคา และเชื่อมโยงสินค้าเกษตรสู่ตลาด

- ภาคการศึกษา ใช้ AI Tutor และเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล

- ภาคสาธารณสุข ใช้ AI เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ป่วย การเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ และการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ

เป้าหมายของการลงทุนในส่วนนี้ คือการสร้าง Productivity Gain ที่สามารถวัดผลได้จริง ทั้งในด้านต้นทุน รายได้ และมูลค่าทางเศรษฐกิจ

4. การสร้างระบบนิเวศ AI ที่ยั่งยืนและน่าเชื่อถือ

การพัฒนา AI ในระดับประเทศควรครอบคลุมทั้งเรื่องมาตรฐาน ความปลอดภัย ธรรมาภิบาล และการพัฒนาผู้เล่นในประเทศไปพร้อมกัน

การลงทุนในส่วนนี้อาจครอบคลุมการจัดทำมาตรฐานและแนวทางกำกับดูแล AI ที่เหมาะสมกับบริบทไทย การสนับสนุน Startup และผู้ประกอบการไทย การส่งเสริมมหาวิทยาลัยและงานวิจัย การพัฒนา Open Dataset และเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา รวมถึงการจัดทำ Sandbox สำหรับการทดสอบนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่

เป้าหมายคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ไทย ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ

การลงทุนด้าน AI และผลลัพธ์ที่มากกว่าแค่จำนวนบัญชีผู้ใช้งาน 

การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึง AI เป็นเรื่องสำคัญและควรดำเนินต่อไป ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรได้รับโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับชาติ บริการภาครัฐที่พร้อมสำหรับยุค AI ระบบนิเวศผู้ประกอบการดิจิทัลที่เข้มแข็ง ความสามารถในการเชื่อมต่อเข้าสู่เศรษฐกิจ AI ของโลก และสินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถสร้างมูลค่าได้อย่างต่อเนื่อง

หากประเทศไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการวางรากฐานทั้งด้านการพัฒนาคน โครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มผลิตภาพ และระบบนิเวศ AI ไปพร้อมกัน ประเทศจะมีความพร้อมมากขึ้นสำหรับการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่

ในท้ายที่สุด ประเทศที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจาก AI อาจไม่ใช่ประเทศที่มีโมเดล AI ที่ใหญ่ที่สุด

แต่อาจเป็นประเทศที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล บริการ ผู้ประกอบการ และประชาชนของตนเองเข้าสู่ระบบนิเวศ AI ของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ทั้งนี้ ข้อเสนอในบทความนี้เป็นเพียงมุมมองเชิงนโยบายเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงทุนด้าน AI ของประเทศ ซึ่งในทางปฏิบัติย่อมต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านควบคู่กันไป ทั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ความพร้อมของหน่วยงาน กรอบกฎหมาย และงบประมาณ โดยหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบการลงทุนด้าน AI ที่สร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศในระยะยาว

ศูนย์คุณธรรม ชวนส่งผลงานเข้าร่วม Thailand Moral Awards 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ยกย่องสื่อสร้างสรรค์ที่ส่งต่อคุณธรรมสู่สังคม

          ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เปิดรับผลงานเข้าร่วมการประกวดและคัดเลือกผลงานสื่อสร้างสรรค์ “Thailand Moral Awards 2025” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อยกย่อง เชิดชู และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ผลิตสื่อ บุคคล และองค์กรที่มีบทบาทในการสร้างสรรค์สื่อคุณภาพ ซึ่งสะท้อนคุณธรรม ค่านิยมที่ดี และสร้างแรงบันดาลใจเชิงบวกให้แก่สังคมไทย

          Thailand Moral Awards ได้เป็นเวทีสำคัญในการค้นหาและเชิดชูสื่อสร้างสรรค์ที่มีคุณค่า พร้อมส่งเสริมให้เกิดการผลิตสื่อที่ช่วยปลูกฝังคุณธรรมและค่านิยมอันดีงามแก่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง สำหรับปี 2569 เปิดรับผลงานประเภทสื่อ จำนวน 8 สาขา ได้แก่ ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ หนังสือ และสื่อดิจิทัล โดยผลงานที่ส่งเข้าร่วมควรมีเนื้อหาส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือสะท้อนคุณค่าที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคนและสังคม

          ทั้งนี้ Thailand Moral Awards มุ่งสร้างพื้นที่แห่งการยกย่องสื่อคุณภาพ และขับเคลื่อนสังคมด้วยพลังของสื่อสร้างสรรค์ เพื่อร่วมส่งต่อเรื่องราวความดี สร้างแรงบันดาลใจ และปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถส่งผลงานเข้าร่วมการพิจารณาได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.thailandmoralawards.com หรือจัดส่งเอกสารและผลงานด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์มายังศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand, YouTube : Moral Channel หรือโทรศัพท์ 061 615 6652 และ 081 489 1116

NPS PLUS ยกทัพ “ลิฟต์จริง” จัดแสดงกลางงานสถาปนิก’69 โชว์ Universal Design เข้าถึงผู้ใช้งานทุกกลุ่ม ควบคู่ Wellness Architecture ตอบโจทย์ทุกมิติงานออกแบบ

NPS PLUS ชวนคิดเรื่องลิฟต์ตั้งแต่เริ่มออกแบบบ้าน ผ่านบูธ L501 ในงานสถาปนิก’69

งานสถาปนิก’69 พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจและนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกำลังจะกลับมา ระหว่างวันที่ 28 เมษายน - 3 พฤษภาคม 2569 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี พื้นที่จัดแสดงจำนวนมหาศาลกำลังถูกเนรมิตให้กลายเป็นเวทีโชว์นวัตกรรม วัสดุก่อสร้าง และเทคโนโลยีการออกแบบอาคารที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตแห่งอนาคต

NPS PLUS มากกว่าผู้เชี่ยวชาญ คือผู้ส่งมอบความปลอดภัยกว่า 2 ทศวรรษ

ท่ามกลางเสียงเครื่องมือและโครงสร้างที่กำลังก่อร่างสร้างตัว มีหนึ่งบูธที่โดดเด่นด้วยความตั้งใจที่จะไม่เล่าเพียงเรื่อง “สินค้า” แต่ต้องการนำเสนอ “วิธีคิดใหม่” ของการผสานวิศวกรรมเข้ากับสถาปัตยกรรม นั่นคือบูธของ NPS PLUS บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านระบบลิฟต์ บันไดเลื่อน และทางลาดเลื่อนครบวงจร

ด้วยประสบการณ์ในอุตสาหกรรมที่ยาวนานกว่า 22 ปี NPS PLUS ยืนหยัดในฐานะผู้ให้บริการที่ดูแลครบจบในที่เดียว ตั้งแต่การออกแบบ ติดตั้ง ซ่อมบำรุง ไปจนถึงการปรับปรุงระบบลิฟต์ให้ทันสมัย พร้อมสร้างความมั่นใจด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ทั้ง CE, EN-81, EN-115 และ ISO 9001:2015

เมื่อ "ลิฟต์" ไม่ใช่สิ่งที่ควรถูกคิดทีหลัง

เบื้องหลังการจัดบูธครั้งนี้ ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “จะจัดอย่างไรให้สวยงาม” เท่านั้น แต่ลงลึกถึงแก่นของการนำไปใช้งานจริง คุณบีม - ปฐมฤกษ์ พงษ์ชัยไกรกิติ ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ของ NPS PLUS และเป็นผู้ควบคุมการออกบูธ ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ในครั้งนี้ว่า

“การออกบูธของเรา ไม่ใช่แค่การนำสินค้ามาตั้งโชว์ แต่เราต้องการเปิดบทสนทนาใหม่กับทุกคนที่แวะเวียนเข้ามา เพราะในมุมของ NPS PLUS ลิฟต์ไม่ได้เป็นแค่เครื่องจักรที่พาคนจากชั้นหนึ่งไปอีกชั้นหนึ่ง แต่คือระบบสำคัญของบ้านและอาคาร ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย คุณภาพชีวิต การใช้งานระยะยาว และภาพรวมของงานออกแบบ”

สัมผัสประสบการณ์จริง ผ่านมิติของพื้นที่และสถาปัตยกรรม

สิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์และสร้างประสบการณ์ใหม่ของการจัดแสดงสินค้าประเภทลิฟต์ในงานสถาปนิก’69 คือการที่ บูธ L501 ถูกออกแบบให้มี “ลิฟต์จริง” เป็นองค์ประกอบสำคัญ เพื่อให้ผู้ชมงานได้ก้าวข้ามการมองผ่านภาพหรือแคตตาล็อก สู่การได้สัมผัสสัดส่วนจริง เห็นขนาดพื้นที่ เข้าใจระบบประตูและมองเห็นภาพรวมว่าลิฟต์สามารถเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมได้อย่างกลมกลืนตั้งแต่กระบวนการคิดเริ่มต้น

Universal Design ที่ตอบโจทย์ระบบนิเวศการก่อสร้างในทุกมิติ

ในยุคที่บ้านสำหรับผู้สูงอายุและบ้านที่ต้องการ Universal Design กลายเป็นโจทย์หลัก NPS PLUS จึงเข้ามาเป็นผู้ช่วยสำคัญเพื่อให้ทุกคนคิดเรื่องลิฟต์ได้อย่างถูกต้องตั้งแต่วันแรก โดยตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด

สำหรับเจ้าของบ้าน: เราช่วยตอบคำถามสำคัญ ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่ครอบคลุมถึงการเตรียมพื้นที่ ความสะดวกสบายในการใช้งานของผู้สูงวัย ระบบความปลอดภัย และความอุ่นใจในการดูแลหลังการติดตั้ง

สำหรับสถาปนิก: เราช่วยแนะนำการจัดวางโครงสร้างที่ไม่ทำให้เสีย Flow ของพื้นที่ รวมถึงวิธีการผสานลิฟต์ให้เป็นหนึ่งเดียวกับดีไซน์ของบ้าน

สำหรับผู้รับเหมา: ให้คำปรึกษาด้านการเตรียมโครงสร้างและระบบไฟฟ้าที่ถูกต้อง แม่นยำ ลดข้อผิดพลาดในหน้างานจริง

สำหรับ Developer และเจ้าของโครงการ: เรานำเสนอระบบลิฟต์ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวของอาคาร ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัย ต้นทุนการดูแลรักษา และความพึงพอใจของลูกบ้าน ซึ่งมีคุณค่ามากกว่าการเป็นเพียงหนึ่งรายการใน BOQ (Bill of Quantities)

การเปิดตัว UP by NPS PLUS สู่มิติใหม่ของลิฟต์บ้าน

ภายในบูธเดียวกันนี้ NPS PLUS ยังได้เปิดตัว UP by NPS PLUS หรือ UP Homelift ลิฟต์บ้านระดับพรีเมียมมาตรฐานยุโรป EN 81 ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์บ้านและไลฟ์สไตล์ของคนไทยโดยเฉพาะ ภายใต้แนวคิด “Lift UP Your Life” ที่ผสานมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลเข้ากับดีไซน์เรียบหรูเหนือระดับ

UP Homelift ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยยุคใหม่ มอบประสบการณ์การโดยสารที่นุ่มนวล เงียบ และสบาย ด้วยระบบ มอเตอร์สายพาน Traction Belt ที่ช่วยให้การเคลื่อนที่เป็นไปอย่างราบรื่น ตอบสนองรวดเร็ว และให้ความรู้สึกพรีเมียมในทุกการใช้งาน ราวกับลิฟต์ในโรงแรมระดับลักชัวรี

จุดแข็งของ UP by NPS PLUS ไม่ได้อยู่ที่ดีไซน์เพียงอย่างเดียว แต่ยังต่อยอดมาจากประสบการณ์ด้านลิฟต์และบันไดเลื่อนในประเทศไทยมากกว่า 22 ปี ของบริษัท เอ็น.พี.เอส. พลัส พร้อมมาตรฐานการให้บริการหลังการขายที่ยึดระบบบริหารคุณภาพระดับสากล ISO 9001 รวมถึงการพัฒนาร่วมกับผู้ผลิตลิฟต์และบันไดเลื่อนมาตรฐานยุโรปจากต่างประเทศ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งความสวยงาม ความปลอดภัย และการดูแลระยะยาว

จากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญดังกล่าว NPS PLUS จึงต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ UP เพื่อเปลี่ยนภาพจำของลิฟต์บ้าน จากเครื่องจักรภายในอาคาร ให้กลายเป็น “เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอก” ที่สะท้อนรสนิยม ความทันสมัย และความใส่ใจในรายละเอียดของผู้อยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง

นวัตกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดี (Wellness Architecture)

การเปิดตัว UP ในครั้งนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่เชื่อมโยงสู่แนวคิด Wellness Architecture ซึ่ง NPS PLUS มุ่งพัฒนาโซลูชันที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยแบบองค์รวม โดยคุณบีมได้ขยายความเพิ่มเติมว่า

“เราผสาน 2 มิติหลักเข้าด้วยกัน มิติแรกคือ Biomedical ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ Aging Society ช่วยลดภาระทางร่างกายของผู้สูงอายุ และทำให้ทุกคนในบ้านใช้งานได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกัน เรายังให้ความสำคัญกับการลดเสียงรบกวน หรือ Noise Reduction เพื่อให้ลิฟต์ทำงานเงียบที่สุด ไม่รบกวนการพักผ่อน พร้อมระบบระบายอากาศที่ช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดี

อีกมิติคือ Building Science ที่ให้ความสำคัญกับระบบมอเตอร์และเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน และสอดคล้องกับแนวทางของอาคารยุคใหม่ รวมถึงพร้อมสนับสนุนโครงการที่ต้องการประเมินมาตรฐาน WELL หรือ TREES”

ก้าวสู่อนาคตของการออกแบบไปกับ NPS PLUS

“ลิฟต์ที่ดี ไม่ใช่แค่ขึ้นลงได้ แต่ต้องปลอดภัย เข้ากับบ้าน และดูแลได้ในระยะยาว”

บูธที่เนรมิตขึ้นมาในงานครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าพื้นที่จัดแสดงสินค้า แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านมุมมอง จากการมองลิฟต์เป็นเพียงอุปกรณ์ปลายทาง สู่การเป็นองค์ประกอบสำคัญของบ้าน ที่ควรถูกคิดร่วมกับงานออกแบบตั้งแต่วันแรก

วันนี้ UP by NPS PLUS พร้อมแล้วที่จะยกระดับบ้านของคุณให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.npsplus.co.th/

https://www.nps-up.co/

มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เคยชี้ให้จับตา AI จีน เพราะมี “Data” มหาศาลเป็นแต้มต่อสำคัญ ทั้งจำนวนผู้ใช้และพฤติกรรมที่ถูกเก็บอย่างต่อเนื่อง ทำให้ AI จีนพัฒนาได้รวดเร็วและแม่นยำ

กรุงเทพฯ — ท่ามกลางการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังร้อนแรงทั่วโลกในปัจจุบัน และในช่วงเวลาที่โลกกำลังจับตาบทบาทของจีนอย่างใกล้ชิด หากย้อนกลับไปก่อนยุคของ ChatGPT และก่อนที่ Generative AI จะกลายเป็นกระแสหลัก มีผู้บริหารด้านเทคโนโลยีไทยรายหนึ่งที่ได้สะท้อนมุมมองบนเวทีไว้ตั้งแต่ปี 2018 ว่า “จีนคือประเทศที่ต้องจับตาอย่างยิ่งในเรื่อง AI”

ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ได้ขึ้นพูดบนเวที Digital Big Bang Thailand 2018 ในหัวข้อเกี่ยวกับ Digital Transformation และ Industry 4.0 โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่เธอหยิบยกขึ้นในวันนั้น คือ “ปริมาณข้อมูลมหาศาล” ที่จีนกำลังสะสมผ่านระบบเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของตนเอง

ในเวลานั้น ดร. มนธ์สินีตั้งข้อสังเกตว่า จีนไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตของโลก แต่กำลังก้าวไปสู่การเป็น “ฐานข้อมูลของโลก” ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์เชื่อมต่อ หรือระบบดิจิทัลที่ถูกผลิตและใช้งานในวงกว้าง ข้อมูลจำนวนมหาศาลจากการใช้งานเหล่านี้ล้วนกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการพัฒนา AI ในระยะยาว

เธอให้มุมมองว่า หากประเทศใดสามารถสะสมข้อมูลในระดับมหาศาล พร้อมทั้งมีศักยภาพในการประมวลผล วิเคราะห์ และต่อยอดข้อมูลเหล่านั้น ประเทศนั้นย่อมมีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้าน AI ของโลกได้ และจีนคือหนึ่งในประเทศที่มีเงื่อนไขดังกล่าวครบถ้วนที่สุด

สิ่งที่ทำให้มุมมองดังกล่าวมีนัยสำคัญ คือในปี 2018 โลกยังไม่ได้เข้าสู่ยุคของ Large Language Models อย่างเต็มรูปแบบ และคำว่า Generative AI ยังไม่อยู่ในกระแสหลักของภาคธุรกิจ แต่แก่นสำคัญที่ ดร. มนธ์สินีสะท้อนในวันนั้น คือ

“AI จะไม่ได้แข่งขันกันเพียงที่อัลกอริทึม แต่จะแข่งขันกันที่ฐานข้อมูล และความสามารถในการเรียนรู้จากข้อมูลในระดับมหาศาล”

เมื่อพิจารณาจากบริบทปัจจุบัน ข้อสังเกตดังกล่าวยิ่งสะท้อนน้ำหนักมากขึ้น เนื่องจากจีนได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของโลก AI อย่างชัดเจน ทั้งในด้านโมเดล เทคโนโลยีพื้นฐาน การลงทุนเชิงระบบ และการพัฒนา ecosystem ภายในประเทศ

สำหรับ ดร. มนธ์สินี การย้อนกลับไปพิจารณาคำพูดจากเวทีในครั้งนั้น ไม่ใช่เพียงการทบทวนอดีต หากแต่เป็นเครื่องยืนยันว่า “สัญญาณของอนาคต” มักปรากฏให้เห็นล่วงหน้า สำหรับผู้ที่มองเทคโนโลยีในเชิงโครงสร้าง มากกว่าการมองในเชิงผลิตภัณฑ์เพียงระยะสั้น

เธอระบุว่า สิ่งที่โลกเห็นในวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลจากการวางรากฐานอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และความสามารถในการเปลี่ยน data ให้กลายเป็น intelligence ในระยะยาว

การนำเสนอคำพูดจากเวที Digital Big Bang Thailand 2018

อีกครั้งในบริบทปัจจุบัน จึงมีความหมายมากกว่า “คลิปย้อนหลัง” หากแต่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า การเข้าใจทิศทางของโลกเทคโนโลยีอย่างแท้จริง จำเป็นต้องมองเห็น pattern ระยะยาวของข้อมูล ระบบ และโครงสร้างที่กำลังก่อตัวขึ้น

และในบางครั้ง สิ่งที่เคยเป็นเพียง “ข้อสังเกต” ในวันนั้น ก็อาจกลายเป็น “ความจริง” ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในวันนี้

ในมุมมองของ ดร. มนธ์สินี สิ่งที่น่าจับตาในเรื่อง AI ไม่ใช่เพียงว่าใครมีโมเดลที่เก่งกว่า แต่คือใครมี “ฐานข้อมูล” และ “โครงสร้างการเรียนรู้” ที่แข็งแรงกว่า เพราะในระยะยาว ความได้เปรียบที่แท้จริงของ AI อาจไม่ได้เริ่มจากตัวโมเดลเพียงอย่างเดียว หากแต่เริ่มจาก ระบบนิเวศข้อมูล ที่สามารถหล่อเลี้ยงและพัฒนา intelligence ได้อย่างต่อเนื่อง

สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย แถลงสมัชชาครั้งที่ 29 รวมพลังคนตาบอดทั่วประเทศ สะท้อนปัญหา–ข้อเสนอ ดันสิทธิเท่าเทียม พร้อมสู่เวทีระดับชาติ

สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย จัดแถลงข่าวสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 พร้อมประกาศความพร้อมสู่เวทีคนตาบอดระดับชาติ

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวการจัดโครงการการเสริมพลังคนตาบอดสู่การเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพชีวิต การทำสิทธิให้เป็นจริง เพื่อสร้างสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน และสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 ณ โรงแรมทองธารา ริเวอร์วิว กรุงเทพมหานคร โดยมีสื่อมวลชน สมาชิกคนตาบอด และผู้เข้าร่วมงานร่วมรับฟังการแถลงข่าวอย่างพร้อมเพรียง   

ภายในงานมีการแสดงจากวงดนตรี TAB Band ศูนย์พัฒนาดนตรีคนตาบอด สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และบทเพลงพิเศษเพื่อถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ก่อนเข้าสู่ช่วงการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ

นายเอกกมล แพทยานันท์ นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานและสื่อมวลชน พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการจัดงานในครั้งนี้

ผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบด้วย นางเบญจมาส แก่นเมือง รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ นายเทวพงษ์ พวงเพชร กรรมการและเหรัญญิกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานจัดสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 และนายภารากร คำเดช อุปนายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานศูนย์พัฒนาดนตรีคนตาบอด สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย โดยมีนายเอกพงษ์ นบสกุล กรรมการและประชาสัมพันธ์สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการแถลงข่าว

การแถลงข่าวครั้งนี้นับเป็นการประกาศความพร้อมก่อนการจัดงานสมัชชาคนตาบอดแห่งชาติ ครั้งที่ 29 ซึ่งจะเป็นอีกเวทีสำคัญของการรวมพลังคนตาบอดไทยจากทั่วประเทศ โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 22-26 เมษายน 2569  ณ โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น

‘สุชาติ ชวนคนไทย’ รวมพลังรับมือลดโลกเดือด และขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืน เนื่องในวันคุ้มครองโลก “Our Power, Our Planet : พลังของเรา โลกของเรา”

วันที่ 22 เมษายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า จากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดยองค์กร Germanwatch

ซึ่งประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลกในช่วง 30 ปี ที่ผ่านมา พบว่าในปี 2024 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร หรือ Met Office ได้แจ้งว่า ปี 2026 มีแนวโน้มที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.4 องศาเซลเซียส แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าสถิติสูงสุด 1.55 องศาเซลเซียสที่เกิดขึ้นในปี 2024 ซึ่งถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมา แต่ปี 2026 ยังคงติดอันดับ 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุด โดยในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเร่งตัวของวิกฤตภูมิอากาศ สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ได้ก้าวข้ามจุดที่เรียกว่าเป็นเพียง "คำเตือน" ไปสู่การเป็น "วิกฤตการณ์เพื่อความอยู่รอด" อย่างเต็มรูปแบบ เรากำลังเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ที่ทวีความรุนแรงและเกิดบ่อยครั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความร้อน ภัยแล้งที่ยาวนาน หรืออุทกภัยฉับพลัน

รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในทุกระดับ โดยเฉพาะเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้กำหนดนโยบายขับเคลื่อนร่วมกับทุกภาคส่วน เชื่อมโยงกับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรมตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเมื่อวันที่ 9-10 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะในด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ การพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ การผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล และได้ให้ทุกหน่วยงานบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสื่อสารสร้างความรู้ ความเข้าใจให้ประชาชน เพื่อช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบและพร้อมตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบกับวันนี้เป็นวันคุ้มครองโลก (Earth Day) ซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางสิ่งแวดล้อมที่ทุกประเทศให้ความสำคัญและร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อแสดงพลังการมีส่วนร่วมในการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน และสนับสนุนแนวคิดการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืน

การจัดกิจกรรมวันคุ้มครองโลก ในปี 2569 นี้ ได้ถูกกำหนดขึ้นภายใต้แนวคิด “Our Power, Our Planet : พลังของเรา โลกของเรา” ซึ่งในปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับปัญหาหลายด้าน เช่น ภาวะโลกร้อน มลพิษทางอากาศ ขยะพลาสติก และการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ทุกคนสามารถมีส่วนช่วยแก้ไขได้ ไม่ว่าจะการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น ลดการใช้พลาสติก หรือดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ก็สามารถช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกได้ในระยะยาว เพราะสุดท้ายแล้ว การดูแลโลกก็คือการดูแลชีวิตของเราทุกคน โดยขอเชิญชวน ประชาชนทุกภาคส่วน ทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง เพราะ “การมีส่วนร่วมของทุกคน” คือพลังสำคัญในการรับมือโลกร้อน และขับเคลื่อนสู่อนาคตที่ยั่งยืนในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งสามารถร่วมแสดงพลังและร่วมกิจกรรมได้ที่ Facebook Page กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกันลงมือทำกิจกรรมรักษ์โลก และถ่ายภาพกิจกรรมรักษ์โลก พร้อมติดแฮชแท็ก (#Hashtag) หรือแคปชั่นสั้น ๆ ว่า “วันนี้ฉันใช้พลังอะไรช่วยโลก” พร้อมระบุจังหวัดที่ทำกิจกรรม ซึ่งภาพถ่ายทั้งหมดจะถูกรวบรวม และจะนำมานำเสนอในภาพแผนที่ประเทศไทย สรุปเป็นภาพรวมของประเทศว่าในแต่ละจังหวัดมีประชาชนร่วมกันแสดงพลังและการทำกิจกรรมอะไรเพื่อโลกบ้าง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top